ราคาทองคำโลกเผชิญแรงขายในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาแข็งแกร่งเกินคาดที่ 162,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ราว 56,000 ตำแหน่งเกือบ 3 เท่า พร้อมมีการปรับทบทวนตัวเลขเดือนก่อนหน้าเพิ่มขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง ตามรายงานของ Brave New Coin ซึ่งระบุว่าราคาทองคำสปอตร่วงลงจากราว 4,490 ดอลลาร์ ไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 4,364.99 ดอลลาร์ ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาปิดที่ราว 4,422.91 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 1.1% ในวันนั้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 และตลาดปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนไปอยู่ในช่วง 60-65% (อ่านรายละเอียดผลกระทบต่อราคาทองไทยเพิ่มเติมได้ใน สรุปราคาทองคำวันนี้ 5 กันยายน 2569)
Jefferies เปิดแบบจำลองใหม่ ทิ้งตัวแปรดอกเบี้ย-ดอลลาร์แบบเดิม
ท่ามกลางแรงขายระยะสั้นดังกล่าว ทีมวิจัยของ Jefferies กลับเผยแพร่รายงานที่ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทองคำในระยะกลางถึงยาว ตามรายงานของ Investing.com โดย Jefferies พัฒนาแบบจำลองราคาทองคำที่ไม่ได้อิงตัวแปรดั้งเดิมอย่างอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real interest rates) หรือดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ (DXY) เหมือนที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ใช้กัน แต่หันไปให้น้ำหนักกับปัจจัยเชิงโครงสร้าง 3 ตัวแทน ได้แก่ ความเข้มข้นของการกระจายทุนสำรอง (reserve diversification intensity), ตัวแปรบ่งชี้ว่าทองคำแซงหน้าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในโครงสร้างทุนสำรองของธนาคารกลางแล้วหรือยัง และสัดส่วนการขาดดุลการคลังสหรัฐฯ ต่อ GDP
Jefferies ระบุว่าแบบจำลองนี้สนับสนุนเป้าราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด (above-consensus) โดยมองราคาทองคำไว้ที่ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 พร้อมระบุว่าแบบจำลองนี้ "ตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างที่หนุนทองคำยังคงอยู่ครบถ้วน และความเสี่ยงต่อราคาสปอตในระยะกลางมีแนวโน้มเอียงไปทางด้านบวกมากกว่า" ทั้งนี้ Jefferies ชี้ว่าทองคำปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ต้นปี 2567 สอดคล้องกับการเร่งตัวของกระแสกระจายทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก
3 เงื่อนไขที่อาจดันทองทะลุ 5,000 ดอลลาร์เร็วกว่าคาด
นอกเหนือจากเป้าราคาฐาน (base case) แล้ว Jefferies ยังระบุ 3 สถานการณ์ที่แต่ละเงื่อนไขสามารถดันราคาทองคำทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยอื่นประกอบ ได้แก่
- การขาดดุลการคลังสหรัฐฯ กลับไปสู่ระดับช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ราว 14% ของ GDP
- สัดส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลกลดลงต่ำกว่า 40%
- ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มอัตราการซื้อทองคำเป็น 2 เท่าของระดับปัจจุบัน
มุมมองนี้มีทิศทางสอดคล้องกับรายงานของ Goldman Sachs ที่ยังคงเป้าราคาทองคำสิ้นปี 2569 ไว้ที่ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยอ้างอิงแรงซื้อทองคำต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นเสาหลักสำคัญ ตามรายงานของ Yahoo Finance ซึ่งระบุว่านักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs มองว่า "การสะสมทองคำของธนาคารกลางในระดับสูงเช่นนี้ยังคงเป็นแนวโน้มระยะยาวหลายปี สอดคล้องกับผลสำรวจล่าสุด" ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น (เว็บไซต์เคยรายงานรายละเอียดตัวเลขแรงซื้อธนาคารกลางและปัจจัยตลาดออปชันของ Goldman Sachs ไว้แล้วใน ราคาทองโลกทะลุ 4,600 ดอลลาร์ Goldman Sachs มองเป้า 4,900 ดอลลาร์) ขณะที่ตัวเลข 5,000 ดอลลาร์นี้ก็ใกล้เคียงกับเป้าที่ Natixis เคยปรับขึ้นมาก่อนหน้าจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐฯ เช่นกัน ตามที่เคยรายงานไว้ใน ราคาทอง: Natixis ปรับเป้าปีนี้พุ่งเป็น 5,000 ดอลลาร์ และใกล้เคียงกับกรอบเป้าหมาย 6-12 เดือนของ Citi และ JPMorgan ที่เคยรายงานไว้ใน ราคาทองคำ: Citi ปรับเป้าขึ้น 4,800 ดอลลาร์ JPMorgan มอง 5,000 ดอลลาร์ได้
ความหมายต่อราคาทองไทย
สำหรับราคาทองคำแท่งในประเทศไทย ราคาปิดล่าสุดของวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 อยู่ที่ 69,650 บาทต่อบาททองคำ ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย ซึ่งยังไม่ได้สะท้อนแรงขายรอบใหม่ที่เกิดขึ้นในตลาดโลกหลังตัวเลขจ้างงานประกาศออกมาอย่างเต็มที่ เนื่องจากข่าวดังกล่าวออกมาหลังตลาดทองคำไทยปิดทำการไปแล้ว ทั้งนี้เป้าราคาระยะกลาง-ยาวของ Jefferies และ Goldman Sachs ที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นมุมมองต่อราคาทองคำในตลาดโลก (สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งต้องแปลงผ่านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเพื่อสะท้อนเป็นราคาทองคำแท่งในประเทศอีกชั้นหนึ่ง ผู้อ่านที่ต้องการติดตามราคาทองคำไทยแบบเรียลไทม์ ซึ่งดึงข้อมูลราคาจริงจากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยโดยตรง สามารถติดตามได้ที่ หน้าราคาทองคำวันนี้ ของเว็บไซต์
แนวโน้มระยะข้างหน้า
แม้ Jefferies และ Goldman Sachs จะยังคงมุมมองบวกต่อทองคำในระยะกลางถึงยาว แต่ทั้งสองรายงานที่อ้างถึงข้างต้นถูกเผยแพร่ก่อนหน้าการร่วงตัวจากตัวเลขจ้างงานเดือนสิงหาคมที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งดันโอกาสขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในเดือนกันยายนกลับขึ้นไปอยู่เหนือ 60% ปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิดในสัปดาห์นี้จึงยังคงเป็นตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ เดือนสิงหาคมที่จะประกาศวันศุกร์หน้า ซึ่งจะเป็นข้อมูลชี้วัดสำคัญก่อนการประชุมเฟดกลางเดือนกันยายน และเป็นตัวกำหนดว่าราคาทองคำจะกลับไปทดสอบเป้าหมายระยะกลางของ Jefferies และ Goldman Sachs ได้เร็วเพียงใด หรือจะยังคงถูกกดดันจากมุมมองดอกเบี้ยขาขึ้นต่อไปก่อน อ่านมุมมองที่แตกต่างกันของนักวิเคราะห์ Wall Street และนักลงทุนรายย่อยต่อทิศทางราคาทองคำในสัปดาห์นี้เพิ่มเติมได้ใน ราคาทองสัปดาห์หน้าไปทางไหน โพล Kitco แตกเป็นสองฝ่าย ผู้อ่านที่สนใจติดตามบทวิเคราะห์และข่าวทองคำฉบับอื่น ๆ สามารถดูรายการทั้งหมดได้ที่ บทความทั้งหมด ของเว็บไซต์
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
