Citi พลิกมุมมอง ลดสถานะซื้อทองคำ ก่อนผลประชุมเฟดคืนนี้
ราคาทองคำโลก (COMEX) ปิดตลาดวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 ที่ 4,291.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 0.43% ตามรายงานสรุปตลาดของ KITCO (Kitco PM Report) ขณะที่ราคาเงินปิดที่ 63.236 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 0.4% เช่นกัน ท่ามกลางแรงกดดันใหม่จากฝั่งสถาบันการเงิน โดยธนาคาร Citi ได้ปรับลดสถานะซื้อทองคำ (long spot gold) ที่เคยสร้างไว้ในพอร์ตการลงทุนของธนาคาร ตามรายงานของ TradingPedia
จุดที่น่าสนใจคือ Citi เคยเปิดสถานะซื้อทองคำดังกล่าวโดยอิงกับมุมมองว่าเฟดจะดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย (dovish) และคาดว่ากระทรวงการคลังสหรัฐฯ อาจประกาศโครงการซื้อคืนพันธบัตร (Treasury buyback) ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่หลังจากตลาดปรับมุมมองไปทางเข้มงวดขึ้น (hawkish repricing) นับตั้งแต่การประชุม Jackson Hole ประกอบกับราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา นักเศรษฐศาสตร์ของ Citi เองก็ปรับคาดการณ์ใหม่เป็นว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ ทำให้ธนาคารตัดสินใจลดสถานะซื้อทองคำลง โดยระบุว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางราคาทองคำ ทั้งนี้ Citi เคยปรับเป้าราคาทองคำระยะสั้นขึ้นไปถึง 4,800 ดอลลาร์เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ตามที่เคยรายงานไว้ในราคาทองคำ: Citi ปรับเป้าขึ้น 4,800 ดอลลาร์ JPMorgan มอง 5,000 ดอลลาร์ได้ สะท้อนว่าการปรับลดสถานะครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนจังหวะระยะสั้นจากความไม่แน่นอนของเฟด ไม่ใช่การกลับมุมมองระยะยาวทั้งหมด
ดัชนีภาคการผลิตนิวยอร์กร่วงหนักเกินคาด แต่ทองคำแทบไม่ขยับ
อีกปัจจัยหนึ่งที่เข้ามาซ้อนทับในวันเดียวกันคือดัชนีภาคการผลิตของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก หรือ Empire State Manufacturing Survey ประจำเดือนกันยายน ซึ่งประกาศออกมาที่ระดับ 7.6 ร่วงลงอย่างมากจาก 20.6 ในเดือนสิงหาคม และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 14.8 ตามรายงานของ KITCO ซึ่งโดยปกติตัวเลขภาคการผลิตที่อ่อนแอเช่นนี้มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวที่อาจหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม KITCO รายงานว่าตลาดทองคำแทบไม่ตอบสนองต่อข้อมูลดังกล่าวเลย เนื่องจากความสนใจของนักลงทุนเกือบทั้งหมดอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ที่จะประกาศออกมาในคืนนี้ตามเวลาไทย ซึ่งตลาดให้น้ำหนักมากกว่า 90% ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็นเหตุผลว่าทำไมแม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะอ่อนแอ แต่ก็ไม่มากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมครั้งนี้ได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มที่เคยรายงานไว้ในราคาทองคำวันนี้ พุ่ง 1.2% รับ CPI ร้อน โอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยพุ่ง 87% ที่โอกาสขึ้นดอกเบี้ยไต่ระดับขึ้นต่อเนื่องมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
แรงกดดันสะสม: ยีลด์พันธบัตรใกล้ 5% และน้ำมันยังทรงตัวสูง
Kitco PM Report ยังระบุด้วยว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี แตะระดับใกล้ 5.00% ในระหว่างวัน (แตะสูงสุด 5.04% ในช่วงข้ามคืน) ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ยังคงแข็งค่า ส่วนราคาน้ำมันดิบยังคงยืนสูงต่อเนื่อง โดยน้ำมันดิบ WTI อยู่เหนือ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์ปิดที่ 108.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังท่อขนส่งน้ำมัน East-West Pipeline ของซาอุดีอาระเบียยังคงหยุดดำเนินการจากเหตุโจมตี และปริมาณเรือขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ต่อเนื่องจากที่เคยรายงานไว้ในราคาทองคำวันนี้ ร่วงต่ำสุดรอบเดือน หลังบอนด์ยีลด์ทะลุ 5% ครั้งแรกรอบ 3 ปี ปัจจัยเหล่านี้ล้วนกดดันราคาทองคำผ่านต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงขึ้นจากดอกเบี้ย แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อจากราคาพลังงานยังคงเป็นปัจจัยหนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่เช่นกัน
ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศไทยก็ปรับตัวลงสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลกในช่วงที่ผ่านมา โดยรายละเอียดราคาปิดตลาดล่าสุดตามประกาศของสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยสามารถติดตามได้ในสรุปราคาทองคำวันนี้ 16 กันยายน 2569 ส่วนราคาซื้อขายจริงแบบเรียลไทม์จากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้ที่หน้าราคาทองคำวันนี้ ของเว็บไซต์
ตลาดจับตาแนวรับ-แนวต้าน รอผลประชุมเฟดชี้ทิศทางถัดไป
Kitco PM Report ระบุแนวต้านสำคัญของราคาทองคำในระยะถัดไปไว้ที่ 4,316 และ 4,355 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาเงินมีแนวต้านที่ 63.76 และ 64.51 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนว่าตลาดยังไม่กล้าฟันธงทิศทางที่ชัดเจนก่อนผลการประชุม FOMC จะประกาศออกมา เมื่อประกอบกับการที่ Citi ปรับลดสถานะซื้อทองคำและตัวเลขภาคการผลิตที่อ่อนแอไม่สามารถหนุนราคาทองคำได้ ภาพรวมจึงชี้ว่าทิศทางราคาทองคำทั้งโลกและไทยในระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับผลการประชุมเฟดคืนนี้เป็นตัวแปรหลัก มากกว่าปัจจัยเศรษฐกิจย่อยอื่น ๆ ที่ทยอยประกาศออกมาระหว่างสัปดาห์ สอดคล้องกับมุมมองระยะยาวของหลายสถาบันการเงินที่เคยรายงานไว้ในราคาทองร่วงระยะสั้น Jefferies ชี้ 3 เงื่อนไขดันทองทะลุ 5,000 ดอลลาร์ ที่มองว่าทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อในระยะกลางถึงยาว แม้จะเผชิญแรงกดดันจากเฟดในระยะสั้นก็ตาม
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
