ทองคำโลกร่วงต่อใกล้ 4,350 ดอลลาร์ แม้ตลาดหุ้นทรุดหนัก
ราคาทองคำโลก (XAU/USD) ร่วงลงมาใกล้ระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงเช้าตลาดเอเชียวันพุธที่ 9 กันยายน 2569 ตามเวลาไทย ตามรายงานของ FXStreet ต่อเนื่องจากวันอังคารที่ราคาปิดตลาดลดลงกว่า 0.44% มาอยู่ที่ประมาณ 4,393 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางปัจจัยกดดันซ้อนกันทั้งราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดตะวันออกกลาง และโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้าที่เพิ่มสูงขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือคืนวันอังคารตามเวลาสหรัฐฯ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีททรุดตัวหนัก โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 628.18 จุด (-1.2%) ปิดที่ 52,786.07 จุด ส่วนดัชนี S&P 500 ลดลง 45.08 จุด (-0.6%) และ Nasdaq Composite ลดลง 85.58 จุด (-0.3%) ตามรายงานของ Eurasia Business News ซึ่งโดยปกติแล้วเมื่อตลาดหุ้นทรุดตัวแรงเช่นนี้ นักลงทุนมักหันไปหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ แต่ครั้งนี้ทองคำกลับร่วงลงพร้อมกันแทน สะท้อนว่าตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากกว่าที่จะมองทองคำเป็นที่หลบภัย
สาเหตุ: น้ำมันพุ่งใกล้ 100 ดอลลาร์จากความตึงเครียดตะวันออกกลาง หนุนโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ตามรายงานของ Eurasia Business News ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ประมาณ 99.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนปิดตลาดที่ราว 98 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ปิดตลาดใกล้ 93 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน โดยสาเหตุหลักมาจากเหตุโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุดีอาระเบียโดยกลุ่มฮูตี และรายงานเหตุระเบิดใกล้เกาะคาร์ก (Kharg Island) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดขนถ่ายน้ำมันสำคัญ ส่วน FXStreet รายงานตัวเลขใกล้เคียงกันว่า WTI ปรับขึ้น 1% มาที่ 92.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแรงนี้เองที่กลายเป็นดาบสองคมต่อทองคำ เพราะแม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มักหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกลับไปกระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งเพิ่มโอกาสที่เฟดจะเลือกขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลดดอกเบี้ยในการประชุมที่จะเริ่มขึ้นวันที่ 15 กันยายนนี้ ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ยจึงถูกเทขายเมื่อโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ประเด็นนี้เคยถูกอธิบายไว้แล้วในบทวิเคราะห์การร่วงลง 600 บาทจากตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ และล่าสุดตาม FXStreet เครื่องมือ CME FedWatch ชี้ว่าตลาดให้น้ำหนักโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนนี้ไว้ที่ 59.4% ขณะที่อีกบทวิเคราะห์หนึ่งของ FXStreet ที่เผยแพร่ก่อนหน้าในวันเดียวกันระบุตัวเลขจากตลาดเงินไว้สูงกว่าที่ 63%
คริสโตเฟอร์ หว่อง (Christopher Wong) นักกลยุทธ์จาก Oversea-Chinese Banking Corp ให้ความเห็นกับ FXStreet ว่า "ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกำลังตอกย้ำความกังวลเรื่องเงินเฟ้อให้คงอยู่ ดังนั้นตัวเลข PPI และ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับขึ้นต่อหรือย่อตัวกลับ"
ความหมายต่อราคาทองไทย
ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศไทยปิดตลาดวันอังคารที่ 8 กันยายน 2569 ที่ 68,600 บาทต่อบาททองคำ (ราคาขายออก) ตามประกาศราคาของสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย ซึ่งได้อธิบายรายละเอียดไว้แล้วในสรุปราคาทองคำวันนี้ 9 กันยายน 2569 เนื่องจากราคาทองคำโลกยังคงร่วงต่อเนื่องเข้าสู่ช่วงเช้าวันพุธ ผู้อ่านที่ต้องการทราบว่าตลาดทองคำไทยจะเปิดตลาดเช้านี้ในทิศทางใดเมื่อเทียบกับราคาปิดวันอังคาร สามารถตรวจสอบราคาจริงจากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยแบบเรียลไทม์ได้ที่หน้าราคาทองคำวันนี้ ของเว็บไซต์ ซึ่งดึงข้อมูลตรงจากสมาคมฯ เป็นหลัก
ทั้งนี้ ทองคำโลกเคยดีดตัวขึ้นแรงจากความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านมาแล้วในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดังที่เคยรายงานไว้ในบทความราคาทองพุ่งแรงสุดรอบเดือนใกล้ 4,700 ดอลลาร์ แต่สถานการณ์ล่าสุดสะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับความกังวลเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันมากกว่าความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยจากความขัดแย้งโดยตรง ซึ่งเป็นพลวัตที่ต่างไปจากรอบก่อนหน้า
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้
ตามรายงานของทั้งสองบทวิเคราะห์ของ FXStreet ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ จะประกาศในวันพฤหัสบดี ตามด้วยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันศุกร์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลเงินเฟ้อชุดสำคัญสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) จะประชุมกันในวันที่ 15 กันยายนนี้ หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาดจะยิ่งตอกย้ำโอกาสขึ้นดอกเบี้ยและกดดันทองคำต่อ แต่หากตัวเลขอ่อนกว่าคาดอาจช่วยให้ทองคำฟื้นตัวได้บ้าง นอกจากนี้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมันยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อความกังวลด้านเงินเฟ้อ ผู้อ่านที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวราคาทองคำและบทวิเคราะห์อื่น ๆ เพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่หน้าบทความทั้งหมด ของเว็บไซต์
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
