สรุปราคาทองคำเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569
ราคาทองคำแท่ง 96.5% ในประเทศไทยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เปิดตลาดที่ 68,700 บาทต่อบาททองคำ (ราคาขายออก) ตามประกาศราคาของสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย ขยับขึ้น 250 บาทจากราคาปิดวันพุธที่ 68,450 บาท จากนั้นราคาไล่ขึ้นต่อเนื่องในช่วงเช้าจนแตะ จุดสูงสุดของวันที่ 69,000 บาท ในช่วงเที่ยง ก่อนที่ราคาจะย่อตัวลงมาตลอดช่วงบ่าย ทำ จุดต่ำสุดของวันที่ 68,500 บาท ในชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อขาย และปิดตลาดที่ 68,550 บาทต่อบาททองคำ คิดเป็นการลดลง 150 บาท (-0.22%) เมื่อเทียบกับราคาเปิดของวันเดียวกัน แต่หากเทียบกับราคาปิดวันพุธที่ 9 กันยายน ยังถือว่าเพิ่มขึ้นสุทธิ 100 บาท (+0.15%) สะท้อนว่าตลาดทองไทยเปิดกระโดดขึ้นตามแรงหนุนข้ามคืน ก่อนจะเผชิญแรงขายทำกำไรและแรงกดดันจากตลาดโลกที่รอคอยตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ในช่วงบ่าย รายละเอียดราคาวันก่อนหน้าสามารถดูเพิ่มเติมได้ในสรุปราคาทองคำวันนี้ 10 กันยายน 2569
สาเหตุ: ตลาดรอตัวเลข PPI สหรัฐฯ ก่อนออกมาร้อนแรงกว่าคาด ดันโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยพุ่งเป็น 60%
ตามรายงานของ Yahoo Finance ราคาทองคำโลก (สัญญาล่วงหน้าเดือนธันวาคม) เปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ 4,448 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบใกล้ 4,400 ดอลลาร์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ เนื่องจากตลาดกำลังรอคอยตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ซึ่งเป็นข้อมูลเงินเฟ้อชุดสำคัญสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) จะประชุมกันในวันที่ 15-16 กันยายนนี้ ความรอคอยเช่นนี้สอดคล้องกับที่ราคาทองไทยแกว่งตัวขึ้นไปแตะ 69,000 บาทในช่วงเที่ยงก่อนจะย่อตัวลงมาในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน
ต่อมาในช่วงค่ำตามเวลาไทย (ช่วงเช้าตามเวลาสหรัฐฯ) ซึ่งเป็นเวลาหลังตลาดทองคำไทยปิดทำการแล้ว กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศตัวเลข PPI เดือนสิงหาคมออกมาเพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบรายเดือน ตรงตามคาด แต่ตัวเลขรายปีเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 5.4% ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ 0.1 จุด และเป็นระดับสูงสุดของปีนี้ ตามรายงานของ GoldSilver.com ส่งผลให้ราคาทองคำโลกร่วงลงประมาณ 0.7-0.9% มาอยู่ที่ราว 4,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงิน (silver) ร่วงแรงกว่ามากถึง 3-4% หลุดระดับ 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์ GoldSilver.com ระบุว่าตลาดปรับคาดการณ์การประชุมเฟดวันที่ 16 กันยายนใหม่ ทำให้โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ราว 60% ซึ่งเป็น "การพลิกกลับอย่างชัดเจนจากที่ตลาดเคยเชื่อว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยจบรอบไปแล้ว"
ทั้งนี้ GoldSilver.com ชี้ว่าตัวเลข PPI ที่เร่งตัวขึ้นส่วนใหญ่มาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง โดยดีเซลปรับขึ้นถึง 24.1% ขณะที่ดัชนี PPI พื้นฐาน (หักอาหารและพลังงาน) เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 0.3% สะท้อนว่าเงินเฟ้อรอบนี้มาจาก "แรงกระแทกด้านราคาน้ำมันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่เศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป" ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อเนื่องจากราคาน้ำมันเบรนท์ที่เคยพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่เคยรายงานไว้ในบทวิเคราะห์ราคาทองร่วงใกล้ 4,350 ดอลลาร์ช่วงดาวโจนส์ทรุด อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรและดัชนีดอลลาร์ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นหลังตัวเลข PPI ยังคงเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ย ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองเพิ่มขึ้นเมื่อโอกาสขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้น
ความหมายต่อราคาทองไทยวันนี้
เนื่องจากตัวเลข PPI ที่ร้อนแรงเกินคาดประกาศออกมาหลังตลาดทองคำไทยปิดทำการไปแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี แรงกดดันจากค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แข็งค่าขึ้นจึงยังไม่สะท้อนอยู่ในราคาปิด 68,550 บาทของวันพฤหัสบดี และมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำแท่งไทยที่จะเปิดตลาดเช้านี้ ตามประกาศราคาของสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย ผู้ที่ต้องการติดตามว่าราคาทองคำแท่งไทยวันนี้จะเคลื่อนไหวต่อจากระดับปิด 68,550 บาทไปทางใด สามารถตรวจสอบราคาจริงแบบเรียลไทม์จากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยได้ที่หน้าราคาทองคำวันนี้ ของเว็บไซต์
สิ่งที่ต้องจับตาวันนี้และสัปดาห์นี้
ตามรายงานของ Yahoo Finance ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ประจำเดือนสิงหาคมจะประกาศในวันศุกร์นี้ ซึ่งเป็นข้อมูลเงินเฟ้อชุดสำคัญสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) จะประชุมกันในวันที่ 15-16 กันยายนนี้ หากตัวเลข CPI ออกมาสูงกว่าคาดเช่นเดียวกับ PPI ก็อาจยิ่งตอกย้ำโอกาสเฟดขึ้นดอกเบี้ยและกดดันทองคำต่อเนื่อง แต่หากตัวเลขออกมาอ่อนกว่าคาดอาจช่วยให้ทองคำฟื้นตัวกลับได้บ้าง นอกจากนี้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านและทิศทางราคาน้ำมันยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่กันไป เนื่องจากยังคงเป็นต้นตอสำคัญของแรงกดดันเงินเฟ้อในรอบนี้ตามที่ GoldSilver.com ระบุไว้ ขณะที่แรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางและกองทุน ETF ทั่วโลกที่เคยรายงานไว้ในบทความราคาทองคำ จีนซื้อทองเดือนที่ 22 ติดต่อกัน ETF ไหลเข้า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ก็ยังเป็นปัจจัยหนุนราคาในระยะยาวที่ต้องติดตามควบคู่กันไป ผู้อ่านที่สนใจติดตามบทวิเคราะห์ราคาทองคำฉบับอื่น ๆ เพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่หน้าบทความทั้งหมด ของเว็บไซต์
เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
