Wells Fargo ปรับลดเป้าราคาทองคำสิ้นปี 2026 ลงเป็นครั้งที่ 3 ในรอบปีนี้ จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5,300-5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เหลือ 4,900-5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปรับลดเป้าปี 2027 จาก 5,800-6,000 ดอลลาร์ ลงมาอยู่ที่ 5,400-5,600 ดอลลาร์ ตามรายงานของ InvestingLive และ BigGo Finance โดยนับเป็นการปรับเป้าลงครั้งที่สามของธนาคารในปีนี้ หลังจากเคยปรับเพิ่มเป้าขึ้นไปสูงถึง 6,100-6,300 ดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เท่ากับตัวเลขกลางของเป้าหมายปรับลดลงกว่า 1,200 ดอลลาร์นับตั้งแต่ต้นปี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริงคือแรงกดดันหลัก

Wells Fargo ระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง (real yields) ของสหรัฐฯ ที่ยังยืนอยู่ในระดับสูงคือ "แรงกดดันหลักนับตั้งแต่เดือนมีนาคม" เป็นต้นมา เพราะทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองคำซึ่งไม่มีดอกเบี้ยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทน ประกอบกับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังคงเข้มงวดท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย และเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในระยะสั้น ตามรายงานของ BigGo Finance ซึ่งอ้างคำพูดของ Eamonn Sheridan นักวิเคราะห์จาก Wells Fargo ที่เรียกการปรับเป้าครั้งนี้ว่าเป็น "การปรับจูนอย่างละเอียด" (precision calibration) มากกว่าการเปลี่ยนมุมมองเชิงบวกต่อโลหะมีค่าโดยรวม

แม้จะปรับเป้าลง แต่ Wells Fargo ยังคงเชื่อว่าแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวของทองคำยังไม่เปลี่ยนแปลง โดยระบุว่าการจะไปถึงกรอบบนของเป้าหมายที่ตั้งไว้ขึ้นอยู่กับว่าเฟดจะหันมาลดดอกเบี้ยหรือไม่เป็นสำคัญ พร้อมชี้ปัจจัยหนุนที่ยังแข็งแกร่งอยู่ ได้แก่ ความต้องการซื้อจากฝั่งเอเชียที่ยังทนทาน กระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำที่เริ่มทรงตัว และแรงซื้อสะสมทองคำของธนาคารกลางต่างๆ ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ตามรายงานของ InvestingLive

มุมมองที่ต่างจากธนาคารรายอื่น

การปรับเป้าลงของ Wells Fargo ครั้งนี้ถือเป็นมุมมองที่ระมัดระวังกว่าธนาคารรายใหญ่อื่นๆ ที่เคยออกมาปรับเป้าราคาทองคำขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ไม่ว่าจะเป็น Natixis ที่ปรับเป้าสิ้นปีขึ้นเป็น 5,000 ดอลลาร์ โดยให้น้ำหนักกับความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐฯ และตลาดพันธบัตรเป็นหลัก ตามที่เคยรายงานไว้ในบทความเรื่อง Natixis ปรับเป้าราคาทองคำ หรือ Citi และ JPMorgan ที่มองกรอบราคาไว้ใกล้เคียงกันในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า ตามที่เคยรายงานไว้ในบทความเรื่องเป้าราคาทองคำของ Citi และ JPMorgan ความต่างของมุมมองสะท้อนให้เห็นว่านักวิเคราะห์แต่ละสำนักยังไม่เห็นตรงกันทั้งหมดว่าปัจจัยใดจะมีน้ำหนักมากกว่ากันระหว่างแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง กับแรงหนุนจากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่เคยผลักดันให้ทองคำพุ่งขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษเมื่อเดือนที่ผ่านมา ตามที่เคยรายงานไว้ในบทความเรื่องทองคำพุ่งแรงสุดในรอบหลายสิบปีจากปัจจัยอิหร่าน

ราคาทองคำในประเทศไทย

สำหรับราคาทองคำในประเทศไทย ล่าสุด ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2569 สมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยประกาศราคาทองคำแท่ง 96.5% ขายออกที่บาทละ 71,850-72,050 บาท (ปรับขึ้นราว 200 บาทจากวันก่อนหน้าในช่วงเช้า ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงบ่าย) และทองรูปพรรณ 96.5% ขายออกที่บาทละ 72,650-72,850 บาท ตามรายงานของ Businesstoday ซึ่งอ้างอิงราคาจากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทย โดยรายงานดังกล่าวระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ทรงตัวในระดับสูง ประกอบกับความตึงเครียดในตะวันออกกลางกรณีอิหร่าน เป็นปัจจัยที่ตลาดจับตาในวันดังกล่าว ผู้อ่านที่ต้องการติดตามราคาทองคำวันนี้แบบเรียลไทม์ ซึ่งดึงข้อมูลตรงจากสมาคมค้าทองคำแห่งประเทศไทยเช่นเดียวกัน สามารถตรวจสอบได้ที่หน้าราคาทองคำของเว็บไซต์นี้

การที่ธนาคารรายใหญ่อย่าง Wells Fargo ปรับเป้าราคาทองคำโลกลงในระยะสั้น ไม่ได้หมายความว่าราคาทองคำในประเทศไทยจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป เพราะราคาทองในประเทศยังขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ และปัจจัยอุปสงค์อุปทานในประเทศด้วย ทั้งนี้ทิศทางราคาทองคำโลกในระยะถัดไปยังต้องติดตามท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสัญญาณจากงานสัมมนา Jackson Hole ที่เคยเป็นปัจจัยผลักดันราคาทองคำแตะจุดสูงสุดในรอบ 3 เดือนมาก่อนหน้านี้ ตามที่เคยรายงานไว้ในบทความเรื่องราคาทองคำแตะจุดสูงสุดรอบ 3 เดือน

เนื้อหานี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน